อ.ตฤณ แจ่มถิน

ยินดีต้อนรับสู่บล็อกของพิชากรค่ะ

วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

บันทึกอนุทินครั้งที่7

บันทึกอนุทิน
วันที่  26 กรกฎาคม  2556
ครั้งที่7     เวลาเรียน 13.10-16.40 น.
เวลาเข้าสอน 13.10 น.    เวลาเข้าเรียน 13.10 น.    เวลาเลิกเรียน 16.40 น.

สิ่งที่ได้จากการเรียนวันนี้
        วันนี้ก่อนเริ่มเรียน อาจารย์ได้แจกกระดาษเปล่าพร้อมสีแล้วให้วาดรูปอะไรก็ได้คนละ 1 อย่าง พอวาดเสร็จแล้วก็ให้แต่ละคนนำรูปที่ตัวเองวาดออกไปเล่าเป็นนิทานต่อๆกันให้เป็นเรื่องราว ซึ่งข้าพเจ้าก็ได้วาดรูปแมวสามตัว แล้วได้ออกไปเล่าเรื่องต่อจากเพื่อนที่วาดรูปหมีคุมะซึ่งกิจกรรมนี้ก็สนุกมากๆทำให้ได้ใช้จินตนาการเล่าเรื่องให้ต่อกันกับเรื่องของเพื่อนซึ่งเรื่องของเพื่อนบางคนที่ไม่น่าจะเล่าได้แต่เพื่อนก็สามารถเล่าออกมาได้สนุกและตลกมากๆ พอทุกคนออกมาเล่าจนครบแล้วอาจารย์ได้ถามว่าใครเล่านิทานได้ดีที่สุดซึ่งแต่ละคนก็เลือกไม่เหมือนกันและได้ถามต่อว่าใครวาดรูปได้สวยที่สุดเพื่อนในห้องก็ได้บอกว่าข้าพเจ้าวาดสวย อาจารย์ก็เลยเอารูปแมวที่ข้าพเจ้าวาดออกไปให้เพื่อนดู ซึ่งข้าพเจ้าก็ภูมิใจและดีใจมากๆ จากกิจกรรมวาดรูปนี้ทำให้รู้ว่าการวาดรูปของเด็กแต่ละคนจะวัดจากจินตนาการที่เด็กแต่ละคนสื่อออกมา


          ต่อมาเนื้อหาที่ได้เรียนในวันนี้คือเรื่องการประเมินเด็ก คุณครูสามารถประเมินได้จาก1.ใช้เครื่องมือในการประเมินที่หลากหลาย 2.เน้นที่ความก้าวหน้าของเด็ก เช่นบันทึกสิ่งที่เด็กทำได้เช่นการจับดินสอของเด็กเพื่อส่งเสริมให้เด็กก้าวไปสู่พัฒนาการในระดับที่สูงขึ้นได้ 3.ประเมินจากบริบทที่หลากหลาย เช่นเด็กบางคนคุยกับเพื่อนเก่งแต่พอออกมาพูดหน้าห้องทำไมจึงพูดไม่เก่ง 4.ให้เด็กมีโอกาสประเมินตนเอง เช่น ครูควรแปะผลงานเด็กไว้ตามผนังห้องเรียนเพื่อให้เด็กเห็นผลงานของตนเองและเพื่อนทำให้เห็นพัฒนาการของตนเอง 5.ครูให้ความสนใจทั้งกระบวนการและผลงาน คือครูที่ดีต้องไม่ดูแค่ผลงานเด็กไม่ควรตัดสอนเด็กเพียงด้านเดียว 6.ประเมินเด็กเป็นรายบุคคล ครูไม่ควรประเมินเป็นกลุ่ม
ต่อมาอาจารย์ได้เอารูปกากบาทให้ดูแล้วให้นักศึกษาในห้องแสดงท่าทีที่สื่อถึงสัญลักษณ์นี้ทำให้เหมือน แต่ละคนก็จะทำท่าไม่เหมือนกันเพราะมีความคิดที่แตกต่างกัน

ต่อมาอาจารย์ได้เอารูปจุดเก้าจุดให้ดู แล้วถามว่าทำอย่างไรจึงจะลากเส้นให้เป็นสี่เส้นและเส้นทางที่ลากต้องผ่านจุดทุกเก้าจุดมีข้อแม้ว่าห้ามยกปากกาในขณะที่ลากเส้น
กิจกรรมนี้ทำให้รู้ว่าครูที่ดีต้องรู้จักคิดนอกกรอบ

      ต่อมาคือตัวอย่างกิจกรรมส่งเสริมทักษะทางภาษา เช่น การเขียนตามคำบอก ช่วยเด็กเขียนบันทึก อ่านนิทานร่วมกัน เขียนประกาศแจ้งข่าว เตือนความจำ อ่านคำคล้องจอง ร้องเพลง เล่าสู่กันฟัง และการเขียนส่งสารถึงกัน

   อาจารย์ให้ดูภาพการจัดประสบการณ์ทางภาษาของเด็กอนุบาล โรงเรียนเกษมพิทยา


  >>  ให้เด็กตกแต่งรูปและบรรยายภาพสิ่งที่เด็กขีดเขียนลงไป

>>รูปที่ติดบนผนัง มีข้อตกลงต่างๆ เด็กจะได้เรียนรู้ภาษา

>>วิธีป้องกันอันตรายเด็กช่วยกันคิดร่วมกันในห้อง ครูมีหน้าที่เขียน เด็กได้เรียนรู้จากของจริง 
>>การเรียนรู้เรื่องไฟจราจร
>>เมื่ออยากให้เด็กเอาอะไรมาครูก็จะติดไว้

>>กิจกรรมงานประดิษฐ์ของเด็ก

>>บันทึกการเขียน จะเริ่มให้เด็กเขียนเมื่ออยู่อนุบาล3 ครูจะให้บันทึกได้อย่างอิสระตามคนสนใจของแต่ละคน ไม่บังคับ ไม่ปิดกั้นจินตนาการของเด็ก

>>ป้ายชื่อของเด็กไม่เพียงแต่แปะชื่อกับรูปอย่างเดียวแต่ยังมีคำบรรยายให้เด็กได้บรรยายถึงตัวเองอีกด้วย

>>แม้แต่คุณครูก็ยังมีป้ายชื่อและคำบรรยายของตัวเอง
   
    ก่อนจบอาจารย์ได้มีนิทานมาเล่าให้ฟัง เป็นนิทานเล่าไปวาดไป เรื่องแรกวาดออกมาเป็นรูปหมาป่า เรื่องที่สองเป็นรูปแมลงเต่าทอง
   สุดท้ายอาจารย์ได้สอนวิธีการลงเพื่มรายชื่อลิงค์โดยสั่งให้นักศึกษาทุกคนไปเพิ่มชื่่อเพื่อนสมาชิกกลุ่มที่102 ทุกคน ลงในบล็อกของตัวเอง


การนำความรู้ไปใช้
  -กิจกรรมการวาดรูปแล้วออกไปเล่าเป็นนิทาน สามารถนำไปจัดให้กับเด็กได้โดยเป็นการฝึกให้เด็กรู้จักใช้จินตนาการที่เด็กสื่อออกมาจากภาพวาดแล้วนำมาเล่าจะทำให้เด็กฝึกการคิด ฝึกไวพริบ การแก้ปัญหา และความกล้าแสดงออกเมื่อต้องออกมาพูดหน้าชั้นเรียนได้
  -สามารถมีวิธีในการประเมินเด็กเพื่อส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการในระดับที่สูงขึ้นได้
  -สามารถนำตัวอย่างกิจกรรมส่งเสริมทักษะทางภาษาไปปรับใช้ได้หลากหลายกับเด็กได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
  -เรื่องการเล่านิทานเล่าไปวาดไป สามารถนำไปใช้เล่าให้เด็กฟังและฝึกให้เด็กวาดตามได้ จะช่วยให้เด็กฝึกจินตนาการ รู้จักคิด และผลงานที่เด็กวาดและระบายสีเสร็จแล้วสามารถนำไปไว้สำหรับติดผนังห้องได้เด็กจะได้เห็นพัฒนาการของตัวเองและสามารถประเมินพัฒนาการของตัวเองได้
   -การเป็นครูที่ดีไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบเสมอไป ต้องรู้จักคิดนอกกรอบบ้าง



วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

บันทึกอนุทินครั้งที่6


บันทึกอนุทิน
วันที่ 19 กรกฎาคม  2556
ครั้งที่ 6   เวลาเรียน 13.10-16.40 น.
เวลาเข้าสอน 13.10 น.      เวลาเข้าเรียน 13.10 น.    เวลาเลิกเรียน 16.40 น.

สิ่งที่ได้จากการเรียนวันนี้
         วันนี้ก่อนจะเริ่มเรียน อาจารย์ได้เปิดรูปที่มีการเอาคำมาประกอบเรียงกับรูปภาพเป็นประโยคให้ดูและอ่าน ซึ่งรูปภาพที่เอามาประกอบกับคำนั้นเป็นรูปของผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนเคยเห็นเคยคุ้นตากันดี ทำให้เห็นแล้วสามารถอ่านเป็นประโยคได้


อ่านโดยการตีความจากภาพ

     ต่อมาอาจารย์ได้เริ่มสอนแนวทางการจัดประสบการณ์ทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย หัวข้อแรกที่ได้เรียนคือการจัดประสบการณ์ทางภาษาที่เน้นทักษะทางภาษา เพื่อให้เด็กรู้จักส่วนย่อยๆของภาษา รู้จักประสมคำ ความหมายของคำ การนำคำมาประกอบกันเป็นประโยค การแจกลูกสะกดคำ การเขียน การอ่านสะกดคำซึ่งอาจารย์ก็ได้บอกว่า การมาอ่าน มาท่องความจริงแล้วไม่เหมาะกับเด็กอนุบาลซึ่งไม่สอดคล้องกับธรรมชาติการใช้ภาษาของเด็ก  
   

          ต่อมาอาจารย์ได้พูดถึงแนวการสอนภาษาแบบธรรมชาติของ Kenneth Goodman ซึ่งเป็นผู้เสนอแนวทางการสอนภาษาแบบธรรมชาติ โดยแนวทางการสอนนั้นมีพื้นฐานมาจากการเรียนรู้และธรรมชาติของเด็กโดยธรรมชาติของเด็กปฐมวัยจะมีลักษณะคือ ช่างสงสัย ช่างถาม มีความสนใจอยากรู้อยากเห็นสิ่งต่างๆรอบตัว มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆและชอบเลียนแบบคนอื่น และอาจารย์ก็ได้บอกอีกว่า แนวการสอนภาษาแบบธรรมชาตินี้มีมาเป็นร้อยกว่าปีแล้วและแนวการสอนนี้ก็เริ่มเข้ามาในประเทศไทยเมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว 
      อาจารย์ได้เปิดVDO ของ ดร.วรนาถ ซึ่ง VDO นี้เพื่อนที่เคยออกมานำเสนอเคยเปิดให้ดูแล้วแต่ยังดูไม่จบอาจารย์เลยเอามาให้ดูอีกครั้งเพราะเนื้อหาสำคัญและเหมาะแก่การเรียนรู้มาก ในVDO นี้ได้พูดถึงการเรียนภาษาแบบธรรมชาติ Whole Language โดยได้ไปสัมภาษณ์ ดร.วรนาถ ได้กล่าวไว้ว่า ทำอย่างไรให้เด็กอ่านออกเขียนได้ มีวิธีการเรียนการสอนแบบไหน และได้บอกไว้ว่า การสอนแบบธรรมชาตินั้นมีประโยชน์มากเพราะเน้นการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ครูจะต้องคิดและสอนเด็กให้เป็นธรรมชาติที่สุดและทำให้เด็กรู้สึกว่ามีภาษาอยู่รอบตัว เช่น ในห้องเรียนครูต้องจัดให้มีบอร์ดต่างๆติดตามผนังห้อง เพื่อให้เด็กเห็นสิ่งๆนั้นบ่อยๆอย่างเสมอ และในเรื่องการสอน ครูต้องสอนเด็กให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด ต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้เลือกต้องไม่ปิดกั้นความคิดของเด็กและครูต้องไม่คาดหวังให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมือนกันทั้งห้องเพราะเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ครูต้องพร้อมที่จะพัฒนาศักยภาพของเด็ก โดยหน้าที่ของครูนั้น ครูต้องเป็นตัวอย่างการพูดการใช้ภาษาที่ดีให้กับเด็กเพราะเด็กจะเรียนรู้จากครูและเด็กอาจเลียนแบบการกระทำของครูและครูมีหน้าที่เขียนให้เด็กดู เวลาที่ครูเขียนและอ่านคำไหนต้องชี้ให้เด็กดู ต้องฝึกให้เด็กรู้จักวิธีการอานที่ถูกต้องคือจากซ้ายไปขวา การอ่านควรเริ่มอ่านจากหนังสือเล่มที่เด็กชอบมากที่สุด โดย ดร.วรนาถ ก็ได้แบ่งการอ่านออกเป็น 2 แบบ คือ การอ่านแบบอิสระและการอ่านรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ 
       ในการจัดภาษาแบบธรรมชาติต้องบูรณาการได้ทุกกิจกรรม โดย ดร.ภัทรดรา ได้กล่าวไว้ว่าในการจัดกิจกรรมควรเน้นที่ความสนใจของเด็ก เด็กสนใจเรื่องไหนครูต้องจัดบูรณาการการเรียนรู้ให้กับเด็ก เช่น เด็กสนใจเรื่องกบครูจะจัดหน่วยการเรียนรู้เรื่องกบขึ้นมาแล้วบูรณาการเข้าสอนในเรื่องต่างๆ เช่น ครูสั่งให้เด็กๆกระโดดเป็นกบ ก็จะช่วยฝึกในเรื่องพัฒนาการทางด้านร่างกายและครูมีคำถามเช่น ถามเด็กว่าอาหารของกบ คืออะไร เด็กก็จะได้ฝึกการคิด การจำเพราะเมื่อเด็กไม่รู้คำตอบเมื่อกลับไปบ้านแล้วถามพ่อแม่ก็จะเป็นการฝึกการนำไปใช้ในการสื่อสาร เมื่อเด็กสื่อสารได้รู้เรื่องแสดงว่าเด็กมีทักษะการฟังที่ดีและต่อมาเมื่อเด็กตอบคำถามได้เด็กก็จะมีทักษะการพูดที่ดีอีกด้วย
    หลังจากที่ได้ดู VDO การสอนภาษาแบบธรรมชาติแล้ว อาจารย์ได้เริ่มสอนในหัวข้อ ทฤษฎีที่มีอิทธิพลต่อการสอนภาษาแบบธรรมชาติ มีของ Dewey , Piaget , Vygotsky , haliday  ลักษณะคือเด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์และการลงมือกระทำ เรียนรู้จากกิจกรรมการเคลื่อนไหวของตนเองและการได้สัมผัสจับต้องกับสิ่งต่างๆแล้วสร้างความรู้ขึ้นมาด้วยตนเอง  อิทธิพลของสังคมและบุคคลอื่น                       
           

       ต่อมาคือลักษณะของการสอนภาษาธรรมชาติ คือ แนวการสอนจะไม่เรียนเป็นรายวิชา เป็นการสอนแบบบูรณาการ มีการเรียนเป็นองค์รวมทั้งวันอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่สอนจะสอนในสิ่งที่เด็กสนใจ สอนในสิ่งที่ใกล้ตัว จะมีการฝึกทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน ไปพร้อมกับการทำกิจกรรม จะไม่มีการเข้มงวดหรือบังคับเด็กให้เขียน
   หลักการของการสอนภาษาแบบธรรมชาติ มีดังนี้ คือ 1.การจัดสภาพแวดล้อม เช่นตัวหนังสือในห้องเรียนต้องมีเป้าหมายในการใช้ หนังสือที่ใช้ต้องใช้ภาษาที่มีความหมายสมบูรณ์ในตัว
      2.การสื่อสารที่มีความหมาย คือเด็กจะสื่อสารได้ดีต่อเมื่อมีพื้นฐานจากประสบการณ์จริง เด็กอ่านเขียนอย่างมีจุดมุ่งหมาย  เด็กได้ใช้เวลาอ่านและเขียนตามโอกาส
    
  >> >ตัวอย่าง เมื่อเด็กถามว่า ช้อนเขียนอย่างไร ถ้าเป็นภาษาธรรมชาติเมื่อเด็กถามเราควรเขียนทั้งคำให้เด็กเห็นคำทั้งคำ
         3.การเป็นแบบอย่าง เช่นครูอ่านและเขียนโดยมีจุดมุ่งหมายในการใช้ให้เด็กเห็น ครูเป็นแบบอย่างที่ดีให้เห็นว่าการอ่านเป็นเรื่องสนุก เช่น เมื่อเจอสิ่งไหนก็อ่านให้เด็กฟังจะทำให้เด็กรู้สึกรักและอยากที่จะอ่าน
     
    >>>ในการอ่านก็ควรเลือกอ่านที่ถูกต้องให้กับเด็กเพราะภาษาในปัจจุบันมักมีแต่คำแปลกๆดังนั้นควรให้คำแนะนำที่ดีกับเด็ก ต้องระมัดระวังการใช้ภาษาให้มากๆ
     4.การตั้งความคาดหวัง ครูต้องเชื่อว่าเด็กสามารถพัฒนาได้แต่ต้องไม่คาดหวัง
     5.การคาดคะเน เด็กมีโอกาสที่จะทดลองกับภาษา เด็กได้คาดเดาคำที่จะอ่าน ต้องไม่คาดหวังให้เด็กอ่านออกเขียนได้
      6.การใช้ข้อมูลย้อนกลับ เช่น ตอบสนองความพยายามในการใช้ภาษาของเด็ก ยอมรับการอ่านและการเขียน ให้คำชมและความสนใจ
      7.การยอมรับนับถือ เด็กมีความแตกต่างกันคนไหนเก่งก็พัฒนาต่อไปคนไหนไม่เก่งก็ยกขึ้นมาให้ได้
เลือกกิจกรรมเรียนรู้ด้วยตนเอง  ไม่ทำกิจกรรมตามลำดับขั้นตอน
       8.การสร้างความรู้สึกเชื่อมั่น เช่น ให้เด็กรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้ใช้ภาษา  ครูต้องทำให้เด็กไม่กลัวที่จะขอความช่วยเหลือ  ไม่ตราหน้าว่าเด็กไม่มีความสามารถ
       ต่อมาได้เรียนเรื่องบทบาทหน้าที่ของครู ซึ่งครูปฐมวัยต้องเป็นผู้ที่ถ่ายทอดความรู้ เป็นผู้อำนวยความสะดวก และเป็นผู้ร่วมทางการเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็ก

   ก่อนจะจบในเนื้อหาของวันนี้อาจารย์ได้เปิดการเอารูปกับคำมาประกอบกันเป็นเพลง
                                                                        เพลง แปรงฟัน 

                                                                        เพลง ตา หู จมูก 

                                   เพลง แก้ว กะลา ขัน โอ่ง เป่าลูกโป่ง โอ่ง ขัน กะลา แก้ว

       อาจารย์ก็ได้ให้นักศึกษาร้องและทำท่าประกอบด้วย ซึ่งกิจกรรมนี้เด็กสามารถอ่านได้โดยการตีความจากภาพ เป็นวิธีหนึ่งที่ใช้ให้เด็กได้เรียนรู้ภาษาได้ดี
        สุดท้ายก่อนเลิกอาจารย์ได้ชี้แจงนักศึกษาเรื่องบล็อกของแต่ละคนแล้วให้เพื่อนหนึ่งคนออกไปเปิดบล็อกแล้วทำเป็นตัวอย่างการสร้างบล็อกสำหรับคนที่ยังไม่ได้เพิ่มชื่อของตัวเองและเพิ่มชื่ออาจารย์ผู้สอน


การนำความรู้ไปใช้
     -สามารถนำวิธีการในการอ่านโดยตีความจากรูปภาพไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ทางภาษาได้ดีกับเด็กได้
      -เป็นแนวทางในการจัดประสบการณ์ทางภาษาให้เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยได้
     -เข้าใจบทบาทหน้าที่ที่ดีของครูปฐมวัย เมื่อจบไปประกอบวิชาชีพสามารถทำหน้าที่เป็นครูที่ดีได้
     -ทำให้รู้หลักการจัดการสอนภาษาแบบธรรมชาติเพื่อให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาที่ดี
     -ในการสร้างบล็อกได้รู้วิธีการลงชื่่่อของตัวเองและเพิ่มชื่ออาจารย์ผู้สอน





วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

บันทึกอนุทินครั้งที่5



บันทึกอนุทิน

วันที่ 12  กรกฎาคม  2556
ครั้งที่ 5   เวลาเรียน  13.10-16.40 น.
เวลาเข้าสอน  13.10     เวลาเข้าเรียน 13.10     เวลาเลิกเรียน 16.40



สิ่งที่ได้จากการเรียนวันนี้

           วันนี้อาจารย์ได้ให้กลุ่มที่ยังไม่ได้นำเสนองานออกมานำเสนองาน โดยกลุ่มที่ออกมานำเสนอนำเสนอเรื่องพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กปฐมวัยตั้งแต่แรกเกิดถึง5 ปี  โดยกลุ่มนี้ได้อธิบายความหมายของพัฒนาการ องค์ประกอบของสติปัญญา และโครงสร้างของสติปัญญาซึ่งประกอบด้วยการรับรู้ ความจำและการเกิดความคิดเห็น หลังจากเพื่อนนำเสนอเสร็จก็ได้เปิดVDO การพัฒนาเด็กปฐมวัย ทำให้รู้ว่าวัยทารก คือแรกเกิดถึง2ขวบครึ่งจะมีการพัฒนาด้านต่างๆ ซึ่งการพัฒนาในช่วงนี้เป็นพื้นฐานสำคัญต่อด้านต่างๆ เป็นช่วงเวลาของการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ เด็กจะมีอารมณ์ที่หลากหลายซึ่งมากกว่าผู้ใหญ่และเด็กวัยนี้จะใช้ปฏิกิริยาสะท้อนทำให้รู้ว่าถ้าเด็กไม่ได้รับการพัฒนาในวัยนี้จะแก้ไขได้ยาก หลังจากนั้นก็ได้เห็นตัวอย่างการทดลองลูกลิงกับแม่ลิงซึ่งการทดลองนี้ใช้แม่ลิงปลอมที่ทำจากผ้าให้อยู่กับลูกลิงตั้งแต่เล็กๆ ผลการทดลองทำให้รู้ว่า การขาดพ่อแม่ในวัยเด็กจะส่งผลต่อพฤติกรรมตอนโตได้ หลังจากที่เพื่อนนำเสนอเสร็จก่อนเริ่มเรียนอาจารย์ก็ได้มีกิจกรรมให้นักศึกษาทำแก้ง่วง โดยได้แจกกระดาษให้คนละแผ่นแล้วให้แต่ละคนวาดสิ่งของที่ตัวเองติดหรือรักมากในตอนเด็ก                                                                                          

 สำหรับข้าพเจ้าได้วาดรูปหมอนข้างไดโนเสาร์ เสร็จแล้วก็ได้ออกไปเล่าให้เพื่อนฟังว่าทำไมถึงติดสิ่งๆนี้ ข้าพเจ้าได้เล่าให้เพื่อนฟังว่าหมอนข้างนี้ได้มาตั้งแต่ยังไม่เกิดและข้าพเจ้าก็มีความสุขที่ได้กอดมันทุกครั้งก่อนนอนถ้าวันไหนไม่ได้กอดก็จะนอนไม่หลับ สิ่งที่ชอบเพราะคอของมันยาวมากทำให้เอาขาไปเกี่ยวคอของมันได้ จากกิจกรรมที่อาจารย์ได้ให้ทำนี้เป็นฝึกการพูดการบรรยายความรู้สึกสามารถนำไปจัดกิจกรรมการสอนกับเด็กได้ เป็นการฝึกให้เด็กกล้าแสดงออก ฝึกการพูดหน้าชั้นเรียนให้เด็กได้บรรยายสิ่งที่เคยทำหรือเคยพบเจอในอดีต

                  
                      เนื้อหาที่อาจารย์สอนได้ในวันนี้ เริ่มเรียนในเรื่ององค์ประกอบของภาษาซึ่งประกอบไปด้วย 1.Phonology ระบบเสียงของภาษา คือเสียงที่เปล่งออกมาเพื่อสื่อความหมาย 2.Semantic ความหมายของภาษาและคำศัพท์ ในหัวข้อนี้อาจารย์ได้ยกตัวอย่างคำศัพท์คำเดียวแต่ใช้ได้หลายความหมายและคำที่มีความหมายเหมือนกันแต่ใช้คำศัพท์ต่างกัน เช่น คำในภาษาลาว คิดว่าได้รับความรู้ที่ไม่เคยรู้มาก่อน 3.Syntax ระบบไวยกรณ์ คือการเรียงรูปประโยคทำให้รู้ว่าสำคัญมากเพราะถ้าเรียงผิดก็จะกลายเป็นอีกความหมายหนึ่งได้ 4.Pragmatic การนำภาษาไปใช้ ควรใช้ภาษาให้ถูกต้องตามสถานการณ์และกาลเทศะ ต่อมาได้เรียนเรื่องแนวคิดนักการศึกษา ประกอบไปด้วย 1.แนวคิดของกลุ่มพฤติกรรมนิยมมีทฤษฎีการเรียนรู้ของSkinner และ John B.Watson 2.แนวคิดกลุ่มพัฒนาการทางสติปัญญา มีทฤษฎีของPiaget และ Vygotsky ซึ่งทั้งสองคนนี้มีแนวคิดที่คล้ายกันคือเด็กเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม 3. แนวคิดของกลุ่มที่เชื่อเรื่องความพร้อมด้านร่างกาย เป็นทฤษฎีของ Arnold 
Gesell ซึ่งแนวคิดของกีเซล
จะเน้นด้านร่างกายของเด็ก 4. แนวคิดของกลุ่มที่เชื่อว่าภาษาติดตัวมาตั้งแต่เกิด มีแนวคิดของNoam Chomsky และแนวคิดของ O.Hobart Mowrerเรื่องที่ได้เรียนต่อมาคือเรื่องแนวทางในการจัดประสบการณ์ทางภาษา ซึ่ง Richard and Rodget(1995)ได้แบ่งมุมมองต่อภาษาในการจัดประสบการณ์เป็น 3 กลุ่ม คือ 1.มุมมองด้านโครงสร้างของภาษา 2.มุมมองด้านหน้าที่ของภาษาและ3.มุมมองด้านปฏิสัมพันธ์ 

การนำความรู้ไปใช้
  -ทำให้รู้ว่าการขาดพ่อแม่ในวัยเด็กจะส่งผลต่อพฤติกรรมของเด็กในอนาคตอย่างมาก ดังนั้นเด็กควรได้รับความรักและการอบรมเลี้ยงดูจากพ่อแม่เป็นอย่างดีเพื่อในอนาคตเด็กจะได้มีพฤติกรรมที่พึงประสงค์
  -จากกิจกรรมที่อาจารย์สั่งให้นักศึกษาวาดรูปสิ่งที่ตัวเองรักมากในตอนเด็กแล้วให้ออกไปพูดบรรยายความรู้สึกเป็นการฝึกความกล้าแสดงออกทำให้ได้ฝึกการพูดหน้าชั้นเรียนเพราะในอนาคตเมื่อจบไปประกอบวิชาชีพก็ก็จำเป็นต้องพูดหน้าห้องอยู่เสมอ และการวาดรูปสิ่งที่ตัวเองรักยังสามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมกับเด็กได้ด้วย โดยให้เด็กได้วาดรูปและฝึกความกล้าในการออกมาบรรยายหน้าชั้นเรียน
  -ทฤษฎีต่างๆสามารถนำมาปรับใช้กับเด็กได้อย่างเหมาะสมเพื่อให้สอดคล้องกับพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก






วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

บันทึกอนุทินครั้งที่4

บันทึกอนุทิน
วันที่ 5 กรกฎาคม  2556
ครั้งที่4  เวลาเรียน  13.10-16.40 น.
เวลาเข้าสอน 13.10   เวลาเข้าเรียน 13.10  เวลาเลิดเรียน 16.40


สิ่่งที่ได้จากการเรียนวันนี้

         วันนี้อาจารย์ได้ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มออกมานำเสนองานมีทั้งหมด 9 กลุ่ม โดยกลุ่มที่1 ศึกษาในเรื่องการใช้ภาษาของเด็กปฐมวัย ซึ่งได้ไปดูการใช้ภาษาของเด็กที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมทำให้ทราบว่าเด็กมีความกล้าแสดงออกสามารถใช้ภาษาได้ดีเช่น ภาษาอังกฤษ สามารถท่องA-Z นับ 1-10 เป็นภาษาอังกฤษและร้องเพลงได้ จากการศึกษาทำให้รู้ว่าภาษาและการสื่อสารมีความสำคัญต่อมนุษย์อย่างยิ่งโดยเฉพาะการใช้ภาษาของเด็กปฐมวัยโดยเด็กจะมีการสื่อสารได้ดีเมื่ออยู่ร่วมกันกับเพื่อนทำให้เด็กรู้สึกไม่กลัวมีความกล้าแสดงออก   
        กลุ่มที่2 ได้ศึกษาและนำเสนอแนวคิดของนักทฤษฎีทางภาษาของเด็กปฐมวัยมีไวกอตสกี้ เพียเจย์ ฮอลลิเดย์ กู๊ดแมน จากแนวคิดของนักทฤษฎีทั้ง4 ทำให้รู้ว่าเด็กจะเรียนรู้ภาษาของตนเองจากการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสภาพแวดล้อมโดยการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้างและสภาพแวดล้อมรอบๆตัวเด็กจะมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้และภาษาอย่างมากทำให้เด็กมีพัฒนาการทางภาษาที่ดี การเรียนรู้ที่ดีนั้นต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงและเป็นไปอย่างธรรมชาติ  
        กลุ่มที่3 นำเสนอในเรื่องพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กแรกเกิด-2ปี ได้อธิบายถึงลักษณะและพฤติกรรมของเด็กตั้งแต่แรกเกิด-2ปีเช่นลักษณะท่าทางดีใจ เสียใจ ลักษณะความต้องการ แนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กที่พ่อแม่ควรรู้ การดูแลเด็กอย่างถูกวิธี เช่น การให้นม การจัดท่านอน การอุ้ม การเลือกของเล่นให้เหมาะกับเด็ก และในเรื่องการสื่อสาร พ่อแม่ไม่ควรให้เด็กท่องจำควรให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างถือเป็นการสื่อสารที่ดีที่สุด  
        กลุ่มที่4 เรื่องพัฒนาการด้านสติปัญญาเด็กอายุ2-4 ปี ได้ไปสัมภาษณ์และสังเกตเด็กที่โรงเรียนอนุบาล คหกรรมศาสตร์เกษตรเห็นได้ว่าเด็กมีการพูดโต้ตอบสนทนาได้เป็นอย่างดีแม้จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า 
       กลุ่มที่5 ศึกษาพัฒนาการด้านสติปัญญาเด็กอายุ4-6ปี ได้ไปสัมภาษณ์น้องอนุบาล3 เด็กมีการสื่อสารได้ดีเมื่ออยู่กับเพื่อนแต่ถ้าผู้ใหญ่หรือคนแปลกหน้าถามจะไม่ค่อยพูด  เด็กในช่วงนี้เป็นช่วงที่เริ่มมีการพัฒนา รู้จักสังเกต รู้จักชื่อของตนเอง ช่างคิดช่างถาม ชอบใช้คำถามว่า “ทำไม เด็กมักสนใจคำพูดของผู้ใหญ่ เล่าเรื่องราวต่างๆได้ดี  
       กลุ่มที่6 เรื่อง ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้ กลุ่มนี้ได้ไปสัมภาษณ์น้องเจ อายุ 4 ปี น้องมีท่าทางที่เขินและเดินวนไปวนมา อยู่ไม่ค่อยนิ่ง เป็นเด็กกล้าพูดกล้าแสดงออกและสื่อสารออกมาตรงๆตามที่เข้าใจ เนื้อหาของกลุ่มนี้ที่นำเสนอ มีเรื่องของความหมายและแนวคิดทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้ จุดมุ่งหมายและองค์ประกอบสำคัญของกาเรียนรู้ การนำความรู้ไปใช้ได้รู้ว่าการเรียนรู้ของเด็กจะแตกต่างกันเป็นผลมาจากประสบการณ์ที่แตกต่างกันทำให้เราสามารถมีวิธีในการจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพได้ 
      กลุ่มที่7 เรื่องวิธีการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย กลุ่มนี้ได้ไปสังเกตเด็กที่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมสังเกตการเล่น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่ม วิธีการเรียนรู้การช่วยเหลือตนเอง เช่นกินข้าว ใส่ถุงเท้า รองเท้า และการเรียนรู้การเข้าสังคมทำให้รู้ว่าการเรียนรู้ของเด็กเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากการทำงานของโครงสร้างทางปัญญา 
        กลุ่มที่9 เรื่ององค์ประกอบด้านภาษาซึ่งได้อธิบายไว้ว่าภาษาประกอบไปด้วย เสียง ไวยกรณ์ ความหมาย และในเรื่องภาษาของเด็ก ได้รู้ว่าเด็กใช้เสียงในการสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจเช่น เสียง “เฮะ” เด็กจะร้องเมื่อมีความรู้สึกไม่สบายตัว เปียกชื้น และเด็กฝรั่งพูดอีสานซึ่งเด็กจะเรียนรู้ได้ดีถ้าได้รับการฝึกฝน การอ่านของเด็กไม่ควรบังคับเด็กพ่อแม่ควรอ่านหนังสือที่เด็กชอบให้เด็กฟัง และกลุ่มสุดท้ายกลุ่มที่10 เรื่องหลักการจัดประสบการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย ได้นำคลิปวีดีโอ การสอนภาษาแบบธรรมชาติ Whole Language มาจากโทรทัศน์ครูเป็นบทสัมภาษณ์ ดร.วรนาถ  รักสกุลไทย  ทำให้รู้ว่าการเรียนสอนครูไม่ควรคาดหวังกับเด็กมาก อย่าคาดหวังว่าเด็กจะต้องมีพัฒนาการที่เหมือนกันเพราะเด็กทุกคนมีความแตกต่างกัน เรื่องการเรียนครูต้องจัดการสอนให้เด็กได้เรียนตามความสนใจของเด็ก เรื่องการฟังและการอ่าน เช่น การเล่านิทานของครู ฝึกให้เด็กได้รู้ประโยคต่างๆ คำศัพท์ใหม่ๆเพิ่มมากขึ้นถ้าเด็กได้รับรู้การฟังการพูดของเด็กก็จะดีขึ้น และเรื่องการอ่าน การอ่านมีสองแบบคืออ่านอิสระและอ่านร่วมกันครูควรอ่านให้เด็กฟังและให้เด็กได้รู้วิธีอ่านและฝึกให้เด็กสะกดคำ

การนำความรู้ไปใช้
   -เรื่องพัฒนาการด้านต่างๆของเด็กปฐมวัย เช่น ในเรื่องการใช้ภาษาไม่ว่าจะเป็นการอ่าน การร้องเพลง การแสดงบทบาทสมมติ สามารถนำไปใช้ในการจัดประสบการณ์ด้านภาษาของเด็กปฐมวัยได้อย่างถูกต้องเหมาะสมสอดคล้องกับช่วงอายุ 
  -สามารถนำความรู้ของนักทฤษฎีทางภาษาทั้ง 4 คน ไปปรับใช้กับการจัดการเรียนการสอนและในชีวิตประจำวันได้กับเด็กปฐมวัยได้ 
   -ทำให้รู้ถึงความต้องการของเด็ก ลักษณะพฤติกรรมของเด็กในการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึกและสามารถตอบสนองความต้องการนั้นได้อย่างเหมาะสม
  -เมื่อเด็กแสดงออกของพฤติกรรมต่างๆทั้งที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ทำให้เข้าใจและสามารถปรับตัวได้ดีเมื่ออยู่กับเด็ก


วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

บันทึกอนุทินครั้งที่3

บันทึกอนุทิน
วันที่ 28 มิถุนายน  2556


วันนี้ไม่มีการจัดการเรียนการสอนเนื่องจากมีกิจกรรมการรับน้องของทางมหาวิทยาลัย



สิ่งที่ได้จากกิจกรรมการรับน้อง

-เป็นการฝึกการทำงานร่วมกัน ฝึกการประสานงานกัน ได้แบ่งงานกันทำ รู้จักหน้าที่และฝึกความรับผิดชอบของแต่ละคน
-ฝึกความอดทนและความสามัคคี
-เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
-สามารถฝึกตนเองได้ตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด
-ฝึกความเป็นพี่ที่ดี สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับน้อง เพื่อให้น้องสามารถปฏิบัติตามได้